สิ่งควรรู้เรื่องสินเชื่อ

เรื่องเพดานของค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกสถาบันทางการเงินย่อมให้ความสำคัญ เนื่องจาก ธุรกิจเกี่ยวกับการให้สินเชื่อนั้นเป็นธุรกิจที่ต้องปฏิบัติอยู่ภายใต้ข้อกำหนด ภายใต้
การกำกับการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือที่เรารู้จักกันในนามของ “แบงค์ชาติ” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นผู้ออกกฎระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ สำหรับสถาบันทางการเงินทั้งที่เป็นธนาคารและที่ไม่ใช่ธนาคารไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการคิดค่าดอกเบี้ยควรเป็นอย่างไร
สำหรับสถาบันทางการเงินที่เป็นธนาคาร แบบนี้ธนาคารจะทำการเรียกเก็บดอกเบี้ยในลักษณะปกติทั่วไปแต่หากเมื่อใดที่ลูกค้าเกิดการการผิดนัดหรือเกิดการชำระเงินล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้สามารถคิดดอกเบี้ยปรับรวมกันได้ไม่เกิน 28 % ต่อปี (ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามห้ามเกินจากนี้เป็นอันขาด)
สำหรับสถาบันทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร แบบนี้จะทำการคิดดอกเบี้ยในลักษณะที่ไม่เกิน 15%
ต่อปีแต่หากเมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าเกิดการการผิดนัดหรือเกิดการชำระเงินล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ก็สามารถ
คิดดอกเบี้ยปรับรวมกันไม่เกิน 28 % ต่อปีเช่นเดียวกับสถาบันทางการเงินที่เป็นธนาคาร
สำหรับการกำหนดเพดานของดอกเบี้ยอาจไม่สามารถบังคับใช้กับสินเชื่อส่วนบุคคลบางรูปแบบได้ อาทิเช่น
– สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์เป็นสิ่งค้ำประกัน เช่น สินเชื่อสำหรับการซื้อที่อยู่ สินเชื่อที่นำมาแลกโดยรถ
– สินเชื่อสำหรับการประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ
– สินเชื่อสำหรับการศึกษา
– สินเชื่อสำหรับใช้ในการเดินทางเพื่อการไปทำงานในพื้นที่ต่างประเทศ
– สินเชื่อสำหรับการเป็นสวัสดิการเพื่อพนักงาน
– สินเชื่อสำหรับการรักษาตัวยามเมื่อมีการเจ็บป่วย
เป็นต้น

การเข้าถึงสินเชื่อ

เรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อนั้นเป็นอีกประเด็นที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะในยุคปัจจุบันนี้การเข้าถึงสินเชื่อนั้นทำได้ไม่ยากและที่สำคัญปัจจุบันสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ก็ขยันที่จะออกมาทำการแข่งขัน
กันอย่างดุเดือด ลดแลกแจกแถมกันสุด ๆ มีการเสนอโปรโมชันมากมายให้เราได้เลือกพิจารณา มีการออกโปรโมชันดีๆ มาเสนอลูกค้าตลอดเวลา มีการจัดแคมเปญมากมายเพื่อคืนความสุขสู่คุณลูกค้าหรืออย่างน้อยที่สุดแล้วก็คือมีการเสนอเรื่องของดอกเบี้ยที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้ลูกค้านั้นหันมาสนใจที่จะขอสินเชื่อกับทางสถาบันทางการเงินของตัวเอง แต่คุณทราบหรือไม่ว่าสินเชื่อนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกัน มันไม่ได้ดีเสมอไปหรอกคะ วันนี้เราจึงอยากจะมาเสนอถึงข้อดีข้อเสียของสินเชื่อให้คุณได้ทราบกันเล็กน้อยก่อนที่คุณจะทำการขอสินเชื่อใดๆ ก็แล้วแต่
ข้อดีของสินเชื่อ ได้แก่
– เป็นการช่วยเหลือให้ผู้ขอสินเชื่อนั้นสามารถได้รับเงินสดออกมาเป็นก้อนได้ในทันที สามารถ
นำเงินก้อนนั้นไปใช้ตามที่ตนเองต้องการได้ (อยู่ภายใต้ข้อตกลงตามที่สถาบันทางการเงินเจ้าของสินเชื่อกำหนด) แต่มีข้อแม้ว่าผู้ขอสินเชื่อจะต้องทำการชำระเงินคืนให้แก่สถาบันการเงินนั้นๆ
ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดเสมอ
– ในการชำระเงินนั้น ผู้ขอสินเชื่อสามารถทำการขอผ่อนเพื่อการชำระเงินเป็นงวดๆ ได้ (ตามที่ตกลงกันไว้)
– ช่วยทำให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถควบคุมเรื่องของรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างชัดเจน เนื่องจาก ยอดการชำระเงินนั้นมีการกำหนดรูปแบบการจ่ายแบบเท่าๆ กันในแต่ละเดือน ทำให้
ผู้ขอสินเชื่อสามารถบริหารจัดการส่วนนี้ได้
ข้อเสียของสินเชื่อ ได้แก่
– ผู้ที่ขอสินเชื่อเพื่อการทำธุรกิจนั้นไม่ได้ขอกันง่าย ๆ เนื่องจาก ทางผู้ขอสินเชื่อจำเป็นต้องมีธุรกิจตามที่ทางสถาบันทางการเงินนั้น ๆ กำหนดแถมที่สำคัญธุรกิจของผู้ขอสินเชื่อต้องสามารถรักษาระดับยอดกำไรให้คงอยู่ในระดับที่ทางสถาบันการเงินกำหนดไว้อีกด้วย เพราะ การกู้ในลักษณะนี้ค่อนข้างที่จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากกว่ารูปแบบสินเชื่ออื่น ๆ
– หากผู้ขอสินเชื่อมีคุณสมบัติไม่ผ่านตามเกณฑ์ของทางสถาบันการเงิน เช่น ผู้ที่มีประวัติด้านการเงินที่ไม่ชอบมาพากล มีประวัติไม่ดีก็จะไม่สามารถทำการขอสินเชื่อได้เป็นอันขาด ยิ่งหากผู้ใด
ที่ติดประวัติว่ามีเครดิตบูโรไม่ดีนั่นยิ่งหมดโอกาสที่จะได้สินเชื่อนั้น ๆ ค่อนข้างสูง
– ค่าปรับที่ผู้ขอสินเชื่อจะต้องจ่ายมีปริมาณสูง (กรณีที่ผู้ขอสินเชื่อเกิดยอดค้างชำระเกิดขึ้น) และ
หากร้ายแรงมากอาจนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้องในศาลได้ในอนาคต

ปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งประเภทของสินเชื่อ

การแบ่งประเภทสินเชื่อนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากนะคะซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามปัจจัยต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น
– การพิจารณาจากตัวผู้ขอสินเชื่อ
เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะของผู้ขอสินเชื่อว่ามีลักษณะอย่างไร มีลักษณะแบบไหน มีรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวอย่างไรบ้าง มีความน่าเชื่อถือและมีเครดิตทางการเงินดีเพียงใดที่จะให้สินเชื่อ
– พิจารณาจากรูปแบบของการให้บริการของบุคคลนั้นๆ
เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการของผู้ขอสินเชื่อว่ามีธุรกิจเป็นการบริการหรือเป็น
งานบริการด้านใด แบบใดและต้องใช้ปริมาณเงินเท่าไรถึงจะเพียงพอต่อธุรกิจนั้น ๆ
– พิจารณาจากรูปแบบการชำระเงินคืน การพิจารณาแบบนี้มีหลายลักษณะ ได้แก่
– แบบเผื่อเรียกหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Call
สินเชื่อแบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีลักษณะขนาดใหญ่พอสมควรและที่สำคัญต้องเป็นธุรกิจที่มีปริมาณเงินทุนสำหรับการหมุนเวียนที่ค่อนข้างสูง หากจะถามว่าสินเชื่อแบบนี้ดีอย่างไร
ดีก็ตรงที่หากเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง มีความน่าเชื่อถือมากในระดับหนึ่งก็อาจช่วยทำให้
ผู้ขอสินเชื่อได้รับอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับทางเจ้าของสินเชื่อน้อยลงเมื่อเทียบกับรูปแบบ
อื่น ๆ นั่นเอง
– แบบระยะชั่วคราวหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Short Tem
ลักษณะนี้เป็นลักษณะของการผ่อนชำระเงินแบบระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
– แบบระยะปานกลางหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Intermediate Tem
ลักษณะนี้เป็นลักษณะของการผ่อนชำระเงินแบบ 1 ปี, 3 ปีหรืออาจถึง 5 ปีเลยทีเดียว
– แบบระยะยาวหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Long Tem
ลักษณะนี้จะเป็นลักษณะการผ่อนชำระเงินแบบ 5 ปีขึ้นไปซึ่งรูปแบบนี้จะเป็นการผ่อนชำระแบบระยะยาว
– พิจารณาจากรูปแบบสถานที่อันเป็นที่มาของสินเชื่อนั้นๆ
เป็นการพิจารณาถึงรูปแบบของแหล่งที่มาสินเชื่อว่ามีที่มาหรือเป็นสถานที่แบบใด เป็นสถานที่
ทางการเงินด้านไหน เป็นสถาบันทางการเงินของรัฐหรือเอกชน

ข้อควรระวังเกี่ยวกับเรื่องสินเชื่อ

เรื่องของการโฆษณาเกินจริง เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่คุณลูกค้าควรให้ความสนใจ เนื่องจากหากคุณ
ตกเป็นเหยื่อหรือเกิดหลงกลหลงเชื่อในโฆษณาที่เกินจริงของสถาบันทางการเงินบางแห่งนั่นอาจทำให้คุณพลาดท่ากลายเป็นหนี้หัวฟูได้เพียบชั่วพริบตาได้เลยคะ ดังนั้นคุณควรศึกษารายละเอียดของสถาบันการเงินแต่ละแห่งให้ดีเสียก่อน อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว บางครั้งคนเสนอสินเชื่อก็อยากที่จะเสนอให้ได้ เสนอให้ผ่าน อยากให้ตัวเองมียอดการยื่นสินเชื่อมากๆ เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสได้ค่าคอมมิชชันมากๆ
จนอาจมีการโฆษณาเกินจริงไปบ้างในบางจุด บางแห่งอาจถึงขั้นกับบอกว่าสถาบันการเงินของตัวเองนั้นเป็นสถาบันที่มีดอกเบี้ยถูกที่สุดแล้ว ถูกกว่าที่ไหน ๆ แน่นอน บางแห่งถึงขั้นอาจบอกว่าไม่มีดอกเบี้ย ให้เป็นแบบ 0% แต่จริง ๆ แล้วกลับคิดค่าค่าธรรมเนียมอื่นๆ แอบแฝงเข้าไปโดยที่เราไม่รู้ตัวแบบนี้ก็มี สิ่งเหล่านี้
จึงไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด
ต่อมาก็เป็นเรื่องของการคำนวณยอดต่าง ๆ ในทุกรายละเอียดให้ดีก่อนซึ่งในการพิจารณานั้น
ผู้ขอสินเชื่อไม่ควรพิจารณาเพียงแค่เรื่องของดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะนอกจากเรื่องของดอกเบี้ยแล้วคุณควรพิจารณารวมถึงเรื่องของค่าธรรมเนียม, ค่าการบริการด้านต่าง ๆ, ค่าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่คุณต้องจ่ายทั้งสิ้น ฉะนั้นคุณต้องคิดทุกรายละเอียด อย่ามองข้าม
ส่วนไหนเป็นอันขาด บางครั้งถึงแม้ว่าคุณจะได้สินเชื่อที่มีดอกเบี้ยราคาถูกมากก็จริงแต่กลับมีค่าธรรมเนียม ค่านู้นนี่นั่นรวมเข้าไปกลับแพงมากกว่าสถาบันทางการเงินบางแห่งที่มีดอกเบี้ยแพงกว่าเสียอีก

เรื่องของเครดิตบูโร

เครดิตบูโร คืออะไร? เครดิตบูโร (Credit Bureau) ก็คือข้อมูลอันเกี่ยวข้องกับประวัติการชำระเงินคืนให้กับสถาบันทางการเงินผู้ให้สินเชื่อเงินสดซึ่งจะรวมถึงสถาบันทางการเงินผู้ให้บริการด้านการออกบัตรเครดิตด้วยไม่ว่าจะเป็นธนาคารต่าง ๆ หรือสถาบันทางการเงินเอกชนที่ให้บริการด้านนี้ สำหรับเครดิตบูโรนั้นเกิดจากอะไร เครดิตบูโรเกิดจากผลของการคิดริเริ่มในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นรายละเอียดทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อโดยบริษัท บัตรเครดิตแห่งชาติ จำกัด หลายคนอาจสงสัยว่าหน่วยงานนี้เกิดขึ้น
ได้อย่างไร เกิดมาจากไหนและมีหน้าที่อะไร หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ถูกริเริ่มโดยธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการร่วมกับทางกระทรวงการคลังจัดตั้งขึ้นมาโดยหน่วยงานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นหน่วยงานอันเป็นศูนย์กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนรายละเอียดข้อมูลทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อทั่วประเทศ
หากถามว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ของเครดิตบูโรก็คือ เพื่อใช้ช่วยในการวิเคราะห์ การพิจารณาเพื่อการอนุมัติการให้สินเชื่อ ช่วยพิจารณาเพื่อการป้องกันเหตุการณ์การไม่ชำระเงินหรือการ
ไม่สนใจหนี้สินใดๆ ของผู้ขอสินเชื่อรายนั้นๆ
ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับเครดิตบูโรนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ขอสินเชื่อเป็นผู้ที่ยินยอมให้ทางสถาบันการเงินที่ตนเองประสงค์ขอสินเชื่อสามารถดำเนินการเข้าถึงและทำการตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้ในทุกรายละเอียด หลังจากที่ทางสถาบันการเงินได้รับการยินยอมเป็นที่เรียบร้อยแล้วทางสถาบันการเงินก็จะเริ่มทำการเรียกดูรายละเอียดข้อมูลทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อจากทางเครดิตบูโร หากผู้ขอสินเชื่อมีประวัติดี ไม่มีประวัติเสียหาย ไม่มีประวัติการค้างชำระเงินหรือประวัติแบล็กลิสต์ทางสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็จะพิจารณาดำเนินการอนุมัติการขอสินเชื่อนั้น ๆ ให้ค่อนข้างแน่นอน

หนี้กับสินเชื่อ

ยุคสมัยนี้น้อยคนนักที่จะไม่มีหนี้ เนื่องจากในยุคสมัยนี้กลายเป็นยุคของเงินผ่อน ผ่อนได้แทบจะ
ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสินค้าหรือแม้กระทั่งผ่อนค่าเล่าเรียนของลูกๆ หลายคน
มีเงินน้อยแต่กลับมีรายจ่ายที่มากเกินตัว (ทั้งที่เป็นรายจ่ายจำเป็นและรายจ่ายไม่จำเป็น) ทำให้หลายคนต้อง
กู้หนี้ยืมสิน มาใช้ในชีวิตประจำวัน ต้องกู้สินเชื่อเงินสดมาจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อนำเงินเหล่านั้น
มาประคับประคองฐานะทางการเงินของตนเองและครอบครัว ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือ บางคนมีหนี้อยู่
เจ้าหนึ่งแต่เมื่อถึงกำหนดการชำระเงินกลับไม่มีเงินจ่าย จ่ายไม่ทันเลยจำเป็นต้องหันไปพึ่งสินเชื่อจากอีกแห่งหนึ่งมาช่วยจ่ายขัดไปก่อน สามารถนำเงินก้อนนั้นไปจ่ายหนี้เจ้าแรกได้ทันเวลาตามที่กำหนด (คิดว่าจ่าย
ไม่หมดไม่เป็นไรขอแค่จ่ายยอดขั้นต่ำก็ยังดี) ทำให้กลายเป็นว่าต้องมาเป็นหนี้สองเท่าสามเท่าโดยปริยาย กลายเป็นหนี้สองแห่งอย่างขัดไม่ได้เพียงเพราะคิดว่าเดี๋ยวพอปลายเดือนก็หาเงินมาปิดหนี้ก้อนนั้นๆ ได้
อยู่แล้ว ผัดวันประกันพรุ่ง ทำวนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จากเดือนแรกไปสู่เดือนที่ 2 เดือนที่ 3 เดือนที่ 4 เดือนที่ 5 ไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด จากเดิมที่อาจมีหนี้ไม่มากกลับต้องกลายเป็นมีหนี้หลายหมื่นหลายแสนหรือ
บางคนปล่อยไปนานๆ จนดอกทบมากขึ้นเรื่อยๆ อาจกลายเป็นล้านอันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นหากใครที่คิดจะขอสินเชื่อเงินสดควรคิดให้ดีเสียก่อน คิดก่อนขอ คิดก่อนทำ คิดก่อนจ่าย ควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนในทุก ๆ ขั้นตอน คิดให้รอบคอบทุกรายละเอียดไม่เช่นนั้นคุณอาจต้องมานั่งน้ำตาตกในภายหลังเพราะการกระทำของตัวคุณเองก็ได้นะคะ

เรื่องของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คุณควรรู้

เรื่องของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้ขอสินเชื่อควรต้องทราบและศึกษารายละเอียดให้ดี เพราะ
ทุกค่าใช้จ่ายที่คุณต้องสูญเสียไปนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่คุณอาจต้องเสียอีกมากมายในอนาคต สำหรับตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่เราสามารถพบเห็นได้ อาทิเช่น
– ค่าอากรแสตมป์สำหรับการใช้จ่ายกับสถาบันทางการเงินที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ
– ค่าธรรมเนียมในขั้นตอนของการชำระเงินคืน ส่วนนี้จะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ข้อตกลงของทางสถาบันการเงินกับหน่วยงานผู้รับชำระเงิน เช่น ชำระเงินกับธนาคารก็อาจจะราคาหนึ่ง ชำระเงิน
กับไปรษณีย์ก็อาจจะอีกแบบหนึ่ง ชำระเงินกับเคาร์เตอร์เซอร์วิสก็อาจอีกแบบหนึ่งรวมถึงเรื่องของการชำระเงินในพื้นที่เดียวกันจังหวัดเดียวกันก็จะแตกต่างจากการชำระเงินแบบข้ามจังหวัดต่างจังหวัด เป็นต้น
– ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับขั้นตอนการในขอตรวจสอบเรื่องข้อมูลเครดิต
– ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับขั้นตอนการตามเพื่อการถามกการทวงหนี้สิน
– ค่าใช้จ่ายสำหรับการออกบัตรใหม่ให้แก่ผู้ขอสินเชื่อ (ในกรณีที่เกิดการสูญหายหรือเกิดการชำรุด
ใด ๆ เกิดขึ้น)
– ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอรหัสบัตรใหม่แทนรหัสบัตรตัวเก่า
นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรทราบเป็นอย่างมากหากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดจะขอสินเชื่อ ก็คือ
– สถาบันทางการเงินต้องไม่คิดเงินแบบคิดทบต้นเป็นอันขาดนั่นหมายถึง ห้ามมิให้สถาบันทางการเงินคิดเงินส่วนนี้รวมเข้ากับหนี้สินที่ผู้ขอสินเชื่อยังคงค้างชำระไว้ไม่ว่าผู้นั้นจะค้างชำระเงินแก่ผู้ให้สินเชื่อมาเป็นระยะเวลานานเพียงใดแล้วก็ตาม หากคุณเกิดพบเห็นหรือเจอสถาบันทางการเงินใดกระทำผิดกระทำการคิดเงินแบบทบต้นคุณสามารถทำการแจ้งไปที่หน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือแจ้งไปที่สำนักงานแบงค์ชาติได้เลยคะ
– หากมีเรื่องการร้องเรียนเกิดขึ้นทางสถาบันทางการเงินต้องทำหน้าที่ ต้องสนใจต่อข้อร้องเรียนนั้นๆ ไม่ควรเพิกเฉยและต้องทำการแจ้งผลกลับมายังผู้ร้องเรียนภายใน 7 วัน (นับตั้งแต่วันที่ผู้ร้องเรียนเริ่มทำการร้องเรียน)

ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อประเภทของสินเชื่อ

จากบทความที่แล้วเราได้กล่าวถึงปัจจัยบางส่วนที่มีผลต่อการแบ่งประเภทของสินเชื่อกันไปแล้ว
มาในบทความนี้เราจะขอกล่าวถึงปัจจัยเพิ่มเติมที่มีผลต่อการแบ่งประเภทสินเชื่อกันต่อกันเลยนะคะ งั้น ! เรามาเริ่มพิจารณาไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าคะ
– พิจารณาจากเรื่องของระยะเวลาของขั้นตอนการพิจารณาการให้สินเชื่อแก่ผู้ขอสินเชื่อ
เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของระยะเวลาการพิจารณาการให้สินเชื่อตามขั้นตอนตามความเหมาะสม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกระบวนการของทางหน่วยงานผู้ให้สินเชื่อ ส่วนนี้
อาจใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสถาบันทางการเงินนั้น ๆ
– พิจารณาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการนำสินเชื่อไปใช้ของผู้ขอสินเชื่อ อาทิเช่น
– สินเชื่อสำหรับด้านการเกษตร
– สินเชื่อสำหรับงานด้านการบริการ
– สินเชื่อสำหรับการอุปโภคและการบริโภค
– พิจารณาตามหลักประกันเพื่อการขอสินเชื่อ
– แบบที่มีหลักประกันค้ำ
ในลักษณะนี้เป็นเรื่องของการขอสินเชื่ออันจำเป็นต้องมีการนำเอาทรัพย์สิน สิ่งของหรือนำบุคคล
มาค้ำประกันเพื่อการขอสินเชื่อ สิ่งเหล่านั้นจะถูกกลายเป็นหลักประกันยืนยันให้กับทางสถาบันทางการเงินผู้ให้สินเชื่อ การทำในลักษณะนี้จะดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการมาขอสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันค้ำ
– แบบที่ไม่มีหลักประกันค้ำ
ในลักษณะนี้เป็นเรื่องของการขอสินเชื่อโดยไม่ต้องมีการนำสิ่งใดมาค้ำประกันทั้งสิ้นแต่ในลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักได้รับความนิยมในบุคคลหรือในธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินดีพอสมควร มีสภาพทางด้านการเงินที่คล่องตัว มีเรื่องของผลประกอบการทางด้านธุรกิจที่ดีมากและที่สำคัญต้องเป็นบุคคลหรือ
เป็นบริษัทที่มีประวัติในการติดต่อกับทางเจ้าของสินเชื่อมาเป็นระยะเวลานานในระดับหนึ่งซึ่งส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความไว้ใจและความเชื่อใจของทั้งสองฝ่ายนั่นเอง

การลงทุนกับเรื่องของสินเชื่อ

เรื่องของการลงทุนเชื่อว่าหลายคนคงเคยผิดพลาดจากเรื่องนี้กันมาแล้วบ้าง อาจผิดพลาดมากน้อยแตกต่างกันไป เรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
บางคนอยากลงทุนแต่ไม่มีงบประมาณหรืออาจไม่มีเงินทุนเลยสักบาทจะทำอย่างไร ทางออกหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันก็คือ การขอสินเชื่อกับทางสถาบันการเงินหลายๆ แห่งไม่ว่าจะเป็นสถาบัน
ทางการเงินของรัฐ, สถาบันทางการเงินที่เป็นเอกชน, ธนาคารต่าง ๆ ฯลฯ สถานที่เหล่านี้ล้วนแต่มีข้อเสนอและโปรโมชันมากมายที่จะคอยดึงดูดใจให้ผู้ขอสินเชื่อเลือกที่จะเดินเข้ามาขอสินเชื่อกับหน่วยงานของตนเองแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถขอสินเชื่อผ่านเสมอไป การขอสินเชื่อเป็นเรื่องของการพิจารณา
การตรวจสอบเครดิตทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อรายนั้นๆ ก่อนว่ามีเครดิตดีพอเพียงใด มีเครดิตแบบไหน
ติดแบล็กลิสต์หรือเปล่า มีประวัติการโกงเงินหรือการไม่ชำระเงินไม่ตรงเวลามากน้อยเพียงใด มีประวัติ
การทำงานแบบไหนมาบ้าง มีงานประจำหรือไม่ มีรายได้ต่อเนื่องหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาในการให้สินเชื่อทั้งสิ้น
สินเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการลงทุนเมื่อใดก็ตามที่คุณผ่านการพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อแล้วนั่นหมายความว่าคุณจะได้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อนำมาใช้จ่ายในธุรกิจการลงทุนของตัวคุณเอง หากคุณดำเนินธุรกิจไม่ดี ดำเนินธุรกิจผิดพลาด ดำเนินธุรกิจอย่างไม่มีระบบก็อาจนำไปสู่การเป็นหนี้เป็นสินแบบทวีคูณได้ เพราะสินเชื่อใด ๆ ก็แล้วแต่เมื่อได้มาก็ย่อมต้องมีการใช้คืน เงินสินเชื่อนั้นไม่ใช่เงินของเรา ดังนั้นเมื่อยืมมาแล้วก็ต้องคืนให้กับเจ้าของ หากคุณบริหารจัดการไม่ดี ไม่สามารถนำเงินมาชำระคืนได้ทัน
ตามกำหนดนั่นอาจทำให้ดอกเบี้ยที่คุณต้องเสียกลายเป็นยิ่งทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกมีเงินที่กู้ยืมมาเพียงไม่กี่บาทกลับต้องกลายเป็นมีเป็นหนี้เพิ่มไปอีกหลายเท่าตัวแบบนี้ก็คงไม่ดี คุณว่าจริงไหมคะ?