สิ่งควรรู้เรื่องสินเชื่อ

เรื่องเพดานของค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกสถาบันทางการเงินย่อมให้ความสำคัญ เนื่องจาก ธุรกิจเกี่ยวกับการให้สินเชื่อนั้นเป็นธุรกิจที่ต้องปฏิบัติอยู่ภายใต้ข้อกำหนด ภายใต้
การกำกับการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือที่เรารู้จักกันในนามของ “แบงค์ชาติ” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นผู้ออกกฎระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ สำหรับสถาบันทางการเงินทั้งที่เป็นธนาคารและที่ไม่ใช่ธนาคารไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการคิดค่าดอกเบี้ยควรเป็นอย่างไร
สำหรับสถาบันทางการเงินที่เป็นธนาคาร แบบนี้ธนาคารจะทำการเรียกเก็บดอกเบี้ยในลักษณะปกติทั่วไปแต่หากเมื่อใดที่ลูกค้าเกิดการการผิดนัดหรือเกิดการชำระเงินล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้สามารถคิดดอกเบี้ยปรับรวมกันได้ไม่เกิน 28 % ต่อปี (ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามห้ามเกินจากนี้เป็นอันขาด)
สำหรับสถาบันทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร แบบนี้จะทำการคิดดอกเบี้ยในลักษณะที่ไม่เกิน 15%
ต่อปีแต่หากเมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าเกิดการการผิดนัดหรือเกิดการชำระเงินล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ก็สามารถ
คิดดอกเบี้ยปรับรวมกันไม่เกิน 28 % ต่อปีเช่นเดียวกับสถาบันทางการเงินที่เป็นธนาคาร
สำหรับการกำหนดเพดานของดอกเบี้ยอาจไม่สามารถบังคับใช้กับสินเชื่อส่วนบุคคลบางรูปแบบได้ อาทิเช่น
– สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์เป็นสิ่งค้ำประกัน เช่น สินเชื่อสำหรับการซื้อที่อยู่ สินเชื่อที่นำมาแลกโดยรถ
– สินเชื่อสำหรับการประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ
– สินเชื่อสำหรับการศึกษา
– สินเชื่อสำหรับใช้ในการเดินทางเพื่อการไปทำงานในพื้นที่ต่างประเทศ
– สินเชื่อสำหรับการเป็นสวัสดิการเพื่อพนักงาน
– สินเชื่อสำหรับการรักษาตัวยามเมื่อมีการเจ็บป่วย
เป็นต้น

การเข้าถึงสินเชื่อ

เรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อนั้นเป็นอีกประเด็นที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะในยุคปัจจุบันนี้การเข้าถึงสินเชื่อนั้นทำได้ไม่ยากและที่สำคัญปัจจุบันสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ก็ขยันที่จะออกมาทำการแข่งขัน
กันอย่างดุเดือด ลดแลกแจกแถมกันสุด ๆ มีการเสนอโปรโมชันมากมายให้เราได้เลือกพิจารณา มีการออกโปรโมชันดีๆ มาเสนอลูกค้าตลอดเวลา มีการจัดแคมเปญมากมายเพื่อคืนความสุขสู่คุณลูกค้าหรืออย่างน้อยที่สุดแล้วก็คือมีการเสนอเรื่องของดอกเบี้ยที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้ลูกค้านั้นหันมาสนใจที่จะขอสินเชื่อกับทางสถาบันทางการเงินของตัวเอง แต่คุณทราบหรือไม่ว่าสินเชื่อนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกัน มันไม่ได้ดีเสมอไปหรอกคะ วันนี้เราจึงอยากจะมาเสนอถึงข้อดีข้อเสียของสินเชื่อให้คุณได้ทราบกันเล็กน้อยก่อนที่คุณจะทำการขอสินเชื่อใดๆ ก็แล้วแต่
ข้อดีของสินเชื่อ ได้แก่
– เป็นการช่วยเหลือให้ผู้ขอสินเชื่อนั้นสามารถได้รับเงินสดออกมาเป็นก้อนได้ในทันที สามารถ
นำเงินก้อนนั้นไปใช้ตามที่ตนเองต้องการได้ (อยู่ภายใต้ข้อตกลงตามที่สถาบันทางการเงินเจ้าของสินเชื่อกำหนด) แต่มีข้อแม้ว่าผู้ขอสินเชื่อจะต้องทำการชำระเงินคืนให้แก่สถาบันการเงินนั้นๆ
ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดเสมอ
– ในการชำระเงินนั้น ผู้ขอสินเชื่อสามารถทำการขอผ่อนเพื่อการชำระเงินเป็นงวดๆ ได้ (ตามที่ตกลงกันไว้)
– ช่วยทำให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถควบคุมเรื่องของรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างชัดเจน เนื่องจาก ยอดการชำระเงินนั้นมีการกำหนดรูปแบบการจ่ายแบบเท่าๆ กันในแต่ละเดือน ทำให้
ผู้ขอสินเชื่อสามารถบริหารจัดการส่วนนี้ได้
ข้อเสียของสินเชื่อ ได้แก่
– ผู้ที่ขอสินเชื่อเพื่อการทำธุรกิจนั้นไม่ได้ขอกันง่าย ๆ เนื่องจาก ทางผู้ขอสินเชื่อจำเป็นต้องมีธุรกิจตามที่ทางสถาบันทางการเงินนั้น ๆ กำหนดแถมที่สำคัญธุรกิจของผู้ขอสินเชื่อต้องสามารถรักษาระดับยอดกำไรให้คงอยู่ในระดับที่ทางสถาบันการเงินกำหนดไว้อีกด้วย เพราะ การกู้ในลักษณะนี้ค่อนข้างที่จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากกว่ารูปแบบสินเชื่ออื่น ๆ
– หากผู้ขอสินเชื่อมีคุณสมบัติไม่ผ่านตามเกณฑ์ของทางสถาบันการเงิน เช่น ผู้ที่มีประวัติด้านการเงินที่ไม่ชอบมาพากล มีประวัติไม่ดีก็จะไม่สามารถทำการขอสินเชื่อได้เป็นอันขาด ยิ่งหากผู้ใด
ที่ติดประวัติว่ามีเครดิตบูโรไม่ดีนั่นยิ่งหมดโอกาสที่จะได้สินเชื่อนั้น ๆ ค่อนข้างสูง
– ค่าปรับที่ผู้ขอสินเชื่อจะต้องจ่ายมีปริมาณสูง (กรณีที่ผู้ขอสินเชื่อเกิดยอดค้างชำระเกิดขึ้น) และ
หากร้ายแรงมากอาจนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้องในศาลได้ในอนาคต

ปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งประเภทของสินเชื่อ

การแบ่งประเภทสินเชื่อนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากนะคะซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามปัจจัยต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น
– การพิจารณาจากตัวผู้ขอสินเชื่อ
เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะของผู้ขอสินเชื่อว่ามีลักษณะอย่างไร มีลักษณะแบบไหน มีรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวอย่างไรบ้าง มีความน่าเชื่อถือและมีเครดิตทางการเงินดีเพียงใดที่จะให้สินเชื่อ
– พิจารณาจากรูปแบบของการให้บริการของบุคคลนั้นๆ
เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการของผู้ขอสินเชื่อว่ามีธุรกิจเป็นการบริการหรือเป็น
งานบริการด้านใด แบบใดและต้องใช้ปริมาณเงินเท่าไรถึงจะเพียงพอต่อธุรกิจนั้น ๆ
– พิจารณาจากรูปแบบการชำระเงินคืน การพิจารณาแบบนี้มีหลายลักษณะ ได้แก่
– แบบเผื่อเรียกหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Call
สินเชื่อแบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีลักษณะขนาดใหญ่พอสมควรและที่สำคัญต้องเป็นธุรกิจที่มีปริมาณเงินทุนสำหรับการหมุนเวียนที่ค่อนข้างสูง หากจะถามว่าสินเชื่อแบบนี้ดีอย่างไร
ดีก็ตรงที่หากเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง มีความน่าเชื่อถือมากในระดับหนึ่งก็อาจช่วยทำให้
ผู้ขอสินเชื่อได้รับอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับทางเจ้าของสินเชื่อน้อยลงเมื่อเทียบกับรูปแบบ
อื่น ๆ นั่นเอง
– แบบระยะชั่วคราวหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Short Tem
ลักษณะนี้เป็นลักษณะของการผ่อนชำระเงินแบบระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
– แบบระยะปานกลางหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Intermediate Tem
ลักษณะนี้เป็นลักษณะของการผ่อนชำระเงินแบบ 1 ปี, 3 ปีหรืออาจถึง 5 ปีเลยทีเดียว
– แบบระยะยาวหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Long Tem
ลักษณะนี้จะเป็นลักษณะการผ่อนชำระเงินแบบ 5 ปีขึ้นไปซึ่งรูปแบบนี้จะเป็นการผ่อนชำระแบบระยะยาว
– พิจารณาจากรูปแบบสถานที่อันเป็นที่มาของสินเชื่อนั้นๆ
เป็นการพิจารณาถึงรูปแบบของแหล่งที่มาสินเชื่อว่ามีที่มาหรือเป็นสถานที่แบบใด เป็นสถานที่
ทางการเงินด้านไหน เป็นสถาบันทางการเงินของรัฐหรือเอกชน