หนี้กับสินเชื่อ

ยุคสมัยนี้น้อยคนนักที่จะไม่มีหนี้ เนื่องจากในยุคสมัยนี้กลายเป็นยุคของเงินผ่อน ผ่อนได้แทบจะ
ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสินค้าหรือแม้กระทั่งผ่อนค่าเล่าเรียนของลูกๆ หลายคน
มีเงินน้อยแต่กลับมีรายจ่ายที่มากเกินตัว (ทั้งที่เป็นรายจ่ายจำเป็นและรายจ่ายไม่จำเป็น) ทำให้หลายคนต้อง
กู้หนี้ยืมสิน มาใช้ในชีวิตประจำวัน ต้องกู้สินเชื่อเงินสดมาจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อนำเงินเหล่านั้น
มาประคับประคองฐานะทางการเงินของตนเองและครอบครัว ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือ บางคนมีหนี้อยู่
เจ้าหนึ่งแต่เมื่อถึงกำหนดการชำระเงินกลับไม่มีเงินจ่าย จ่ายไม่ทันเลยจำเป็นต้องหันไปพึ่งสินเชื่อจากอีกแห่งหนึ่งมาช่วยจ่ายขัดไปก่อน สามารถนำเงินก้อนนั้นไปจ่ายหนี้เจ้าแรกได้ทันเวลาตามที่กำหนด (คิดว่าจ่าย
ไม่หมดไม่เป็นไรขอแค่จ่ายยอดขั้นต่ำก็ยังดี) ทำให้กลายเป็นว่าต้องมาเป็นหนี้สองเท่าสามเท่าโดยปริยาย กลายเป็นหนี้สองแห่งอย่างขัดไม่ได้เพียงเพราะคิดว่าเดี๋ยวพอปลายเดือนก็หาเงินมาปิดหนี้ก้อนนั้นๆ ได้
อยู่แล้ว ผัดวันประกันพรุ่ง ทำวนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จากเดือนแรกไปสู่เดือนที่ 2 เดือนที่ 3 เดือนที่ 4 เดือนที่ 5 ไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด จากเดิมที่อาจมีหนี้ไม่มากกลับต้องกลายเป็นมีหนี้หลายหมื่นหลายแสนหรือ
บางคนปล่อยไปนานๆ จนดอกทบมากขึ้นเรื่อยๆ อาจกลายเป็นล้านอันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นหากใครที่คิดจะขอสินเชื่อเงินสดควรคิดให้ดีเสียก่อน คิดก่อนขอ คิดก่อนทำ คิดก่อนจ่าย ควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนในทุก ๆ ขั้นตอน คิดให้รอบคอบทุกรายละเอียดไม่เช่นนั้นคุณอาจต้องมานั่งน้ำตาตกในภายหลังเพราะการกระทำของตัวคุณเองก็ได้นะคะ

เรื่องของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คุณควรรู้

เรื่องของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้ขอสินเชื่อควรต้องทราบและศึกษารายละเอียดให้ดี เพราะ
ทุกค่าใช้จ่ายที่คุณต้องสูญเสียไปนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่คุณอาจต้องเสียอีกมากมายในอนาคต สำหรับตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่เราสามารถพบเห็นได้ อาทิเช่น
– ค่าอากรแสตมป์สำหรับการใช้จ่ายกับสถาบันทางการเงินที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ
– ค่าธรรมเนียมในขั้นตอนของการชำระเงินคืน ส่วนนี้จะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ข้อตกลงของทางสถาบันการเงินกับหน่วยงานผู้รับชำระเงิน เช่น ชำระเงินกับธนาคารก็อาจจะราคาหนึ่ง ชำระเงิน
กับไปรษณีย์ก็อาจจะอีกแบบหนึ่ง ชำระเงินกับเคาร์เตอร์เซอร์วิสก็อาจอีกแบบหนึ่งรวมถึงเรื่องของการชำระเงินในพื้นที่เดียวกันจังหวัดเดียวกันก็จะแตกต่างจากการชำระเงินแบบข้ามจังหวัดต่างจังหวัด เป็นต้น
– ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับขั้นตอนการในขอตรวจสอบเรื่องข้อมูลเครดิต
– ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับขั้นตอนการตามเพื่อการถามกการทวงหนี้สิน
– ค่าใช้จ่ายสำหรับการออกบัตรใหม่ให้แก่ผู้ขอสินเชื่อ (ในกรณีที่เกิดการสูญหายหรือเกิดการชำรุด
ใด ๆ เกิดขึ้น)
– ค่าใช้จ่ายสำหรับการขอรหัสบัตรใหม่แทนรหัสบัตรตัวเก่า
นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรทราบเป็นอย่างมากหากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดจะขอสินเชื่อ ก็คือ
– สถาบันทางการเงินต้องไม่คิดเงินแบบคิดทบต้นเป็นอันขาดนั่นหมายถึง ห้ามมิให้สถาบันทางการเงินคิดเงินส่วนนี้รวมเข้ากับหนี้สินที่ผู้ขอสินเชื่อยังคงค้างชำระไว้ไม่ว่าผู้นั้นจะค้างชำระเงินแก่ผู้ให้สินเชื่อมาเป็นระยะเวลานานเพียงใดแล้วก็ตาม หากคุณเกิดพบเห็นหรือเจอสถาบันทางการเงินใดกระทำผิดกระทำการคิดเงินแบบทบต้นคุณสามารถทำการแจ้งไปที่หน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือแจ้งไปที่สำนักงานแบงค์ชาติได้เลยคะ
– หากมีเรื่องการร้องเรียนเกิดขึ้นทางสถาบันทางการเงินต้องทำหน้าที่ ต้องสนใจต่อข้อร้องเรียนนั้นๆ ไม่ควรเพิกเฉยและต้องทำการแจ้งผลกลับมายังผู้ร้องเรียนภายใน 7 วัน (นับตั้งแต่วันที่ผู้ร้องเรียนเริ่มทำการร้องเรียน)

ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อประเภทของสินเชื่อ

จากบทความที่แล้วเราได้กล่าวถึงปัจจัยบางส่วนที่มีผลต่อการแบ่งประเภทของสินเชื่อกันไปแล้ว
มาในบทความนี้เราจะขอกล่าวถึงปัจจัยเพิ่มเติมที่มีผลต่อการแบ่งประเภทสินเชื่อกันต่อกันเลยนะคะ งั้น ! เรามาเริ่มพิจารณาไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าคะ
– พิจารณาจากเรื่องของระยะเวลาของขั้นตอนการพิจารณาการให้สินเชื่อแก่ผู้ขอสินเชื่อ
เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของระยะเวลาการพิจารณาการให้สินเชื่อตามขั้นตอนตามความเหมาะสม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามกระบวนการของทางหน่วยงานผู้ให้สินเชื่อ ส่วนนี้
อาจใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสถาบันทางการเงินนั้น ๆ
– พิจารณาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการนำสินเชื่อไปใช้ของผู้ขอสินเชื่อ อาทิเช่น
– สินเชื่อสำหรับด้านการเกษตร
– สินเชื่อสำหรับงานด้านการบริการ
– สินเชื่อสำหรับการอุปโภคและการบริโภค
– พิจารณาตามหลักประกันเพื่อการขอสินเชื่อ
– แบบที่มีหลักประกันค้ำ
ในลักษณะนี้เป็นเรื่องของการขอสินเชื่ออันจำเป็นต้องมีการนำเอาทรัพย์สิน สิ่งของหรือนำบุคคล
มาค้ำประกันเพื่อการขอสินเชื่อ สิ่งเหล่านั้นจะถูกกลายเป็นหลักประกันยืนยันให้กับทางสถาบันทางการเงินผู้ให้สินเชื่อ การทำในลักษณะนี้จะดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการมาขอสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันค้ำ
– แบบที่ไม่มีหลักประกันค้ำ
ในลักษณะนี้เป็นเรื่องของการขอสินเชื่อโดยไม่ต้องมีการนำสิ่งใดมาค้ำประกันทั้งสิ้นแต่ในลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักได้รับความนิยมในบุคคลหรือในธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินดีพอสมควร มีสภาพทางด้านการเงินที่คล่องตัว มีเรื่องของผลประกอบการทางด้านธุรกิจที่ดีมากและที่สำคัญต้องเป็นบุคคลหรือ
เป็นบริษัทที่มีประวัติในการติดต่อกับทางเจ้าของสินเชื่อมาเป็นระยะเวลานานในระดับหนึ่งซึ่งส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความไว้ใจและความเชื่อใจของทั้งสองฝ่ายนั่นเอง

การลงทุนกับเรื่องของสินเชื่อ

เรื่องของการลงทุนเชื่อว่าหลายคนคงเคยผิดพลาดจากเรื่องนี้กันมาแล้วบ้าง อาจผิดพลาดมากน้อยแตกต่างกันไป เรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
บางคนอยากลงทุนแต่ไม่มีงบประมาณหรืออาจไม่มีเงินทุนเลยสักบาทจะทำอย่างไร ทางออกหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันก็คือ การขอสินเชื่อกับทางสถาบันการเงินหลายๆ แห่งไม่ว่าจะเป็นสถาบัน
ทางการเงินของรัฐ, สถาบันทางการเงินที่เป็นเอกชน, ธนาคารต่าง ๆ ฯลฯ สถานที่เหล่านี้ล้วนแต่มีข้อเสนอและโปรโมชันมากมายที่จะคอยดึงดูดใจให้ผู้ขอสินเชื่อเลือกที่จะเดินเข้ามาขอสินเชื่อกับหน่วยงานของตนเองแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถขอสินเชื่อผ่านเสมอไป การขอสินเชื่อเป็นเรื่องของการพิจารณา
การตรวจสอบเครดิตทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อรายนั้นๆ ก่อนว่ามีเครดิตดีพอเพียงใด มีเครดิตแบบไหน
ติดแบล็กลิสต์หรือเปล่า มีประวัติการโกงเงินหรือการไม่ชำระเงินไม่ตรงเวลามากน้อยเพียงใด มีประวัติ
การทำงานแบบไหนมาบ้าง มีงานประจำหรือไม่ มีรายได้ต่อเนื่องหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาในการให้สินเชื่อทั้งสิ้น
สินเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการลงทุนเมื่อใดก็ตามที่คุณผ่านการพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อแล้วนั่นหมายความว่าคุณจะได้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อนำมาใช้จ่ายในธุรกิจการลงทุนของตัวคุณเอง หากคุณดำเนินธุรกิจไม่ดี ดำเนินธุรกิจผิดพลาด ดำเนินธุรกิจอย่างไม่มีระบบก็อาจนำไปสู่การเป็นหนี้เป็นสินแบบทวีคูณได้ เพราะสินเชื่อใด ๆ ก็แล้วแต่เมื่อได้มาก็ย่อมต้องมีการใช้คืน เงินสินเชื่อนั้นไม่ใช่เงินของเรา ดังนั้นเมื่อยืมมาแล้วก็ต้องคืนให้กับเจ้าของ หากคุณบริหารจัดการไม่ดี ไม่สามารถนำเงินมาชำระคืนได้ทัน
ตามกำหนดนั่นอาจทำให้ดอกเบี้ยที่คุณต้องเสียกลายเป็นยิ่งทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกมีเงินที่กู้ยืมมาเพียงไม่กี่บาทกลับต้องกลายเป็นมีเป็นหนี้เพิ่มไปอีกหลายเท่าตัวแบบนี้ก็คงไม่ดี คุณว่าจริงไหมคะ?